1.จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเชื้อไวรัสเกิดการกลายพันธุ์ โจทย์ที่น่าสนใจคือ Songbird เอาเรื่องการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด ที่เกิดการกลายพันธุ์ไปถึงสายพันธุ์ที่ 23 และทำให้โลกทั้งใบอยู่ภายใต้การล็อกดาวน์เป็นปีที่ 4 ส่งผลให้ชาวอเมริกันที่ติดเชื้อถูกแยกตัวออกมาจากครอบครัว ส่งผลให้พลัดพรากจากคนรักและโดนส่งตัวไปยังค่ายกักกันที่ปิดตายในชื่อที่รู้จักกันว่า “คิว-โซน”

ในขณะเดียวกันยังมีบุคคลบางกลุ่มมองว่านี่คือการกดขี่จากทางการ ท่ามกลางโลกที่พังพินาศนิโค (เคเจ อาปา) คนส่งข่าวใจเด็ดเดี่ยวผู้มีภูมิต้านทานไวรัสร้ายแรงนี้ได้พบรักกับ ซาร่า (โซเฟีย คาร์สัน) ทว่าการล็อกดาวน์ก็ทำให้ทั้งสองไม่อาจสัมผัสทางกายกันได้ และเมื่อมีข่าวว่า ซาร่า ได้ติดเชื้อ นิโคจึงกระเสือกกระสนข้ามฟากลอสแองเจลิสเพื่อตามหาสิ่งเดียวที่จะช่วยไม่ให้เธอต้องถูกคุมขัง

2.หนังทำนายอนาคตในเวอร์ชั่นเลวร้ายและน่ากลัว

ถึงแม้จะเป็นหนังระทึกขวัญ แต่หนังยังอ้างอิงกับสถานการณ์ปัจจุบัน ให้เห็นถึงการเคลื่อนไหวของการทหาร ความหวาดกลัวของผู้คน การกลัวความสูญเสีย โดยไม่ลืมที่จะนำเสนอแง่มุมของความรัก ความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจผู้อื่นรอบตัว ถึงอย่างไรก็ตามมันคือหนังที่เชิดชูเรื่องความอยู่รอดและความหวังของมวลมนุษยชาติ

หนังจัดวางฉากหลังเป็นเมืองแอลเอ ในอีก 4 ปีให้หลังจากนี้ เมื่อสถานการณ์ทุกอย่างเลวร้ายหนัก การล็อกดาวน์จึงกลายเป็นเรื่องจำเป็น ส่งผลให้เกิดการเคอร์ฟิว การขาดแคลนอาหาร และทรัพยากรสิ่งของเครื่องใช้กลายเกิดการขาดตลาด ซึ่งบทภาพยนตร์ของอดัม เมสัน ผู้กำกับ/ผู้ร่วมเขียนบท ได้จินตนาการอนาคตว่าถ้าสถานการณ์ล็อกดาวน์ยังดำเนินต่อไปในอีกสองถึงสามปีจะเกิดอะไรขึ้น แต่ถึงอย่างนั้นแล้ว หัวใจหลักของ Songbird คือหนังรักที่ตัวละครสองคนที่ไม่อาจจะอยู่ร่วมกัน และพยายามหาวิธีอยู่ด้วยกันท่ามกลางสถานการณ์ที่หน้าสิ่วหน้าขวานเสียมากกว่า

3.การเตรียมงานสร้างท่ามกลางสถานการณ์ที่จำกัด

Songbird เป็นหนังที่ใช้เวลาในการเตรียมงานสั้นมาก และไอเดียทุกอย่างเริ่มต้นมาจากการประชุมของอดัม เมสัน ร่วมกับไซมอน โบเยส เพื่อนร่วมเขียนบทของ เมสันได้โทรศัพท์หาเขาเพื่อเสนอไอเดียการสร้างภาพยนตร์กับเพื่อนฝูงบนโทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์พกพา ทีมงานก็เลยลองร่างบทความยาว 10 หน้าในวันนั้น รวมไปถึง “แนวคิด” ว่าเราจะเดินเรื่องในสถานการณ์ล็อกดาวน์และสร้างบางอย่างที่ชวนตื่นเต้นได้อย่างไรบ้าง”

หลังจากนั้นพวกเขาก็ติดต่อ ไมเคิล เบย์ เพื่อให้มาช่วยดูแลงานสร้างในสเกลที่ใหญ่กว่าเดิม แม้ว่าผู้ชมส่วนมากจะนึกภาพว่าเบย์ จะทำแต่หนังฟอร์มยักษ์สเกลมหึมาอาทิ อย่าง Armageddon (1998), Pearl Harbor (2001) และแฟรนไชส์Transformers (2007-2017) แต่ความเป็นจริงแล้ว เบย์ยังดูแลหนังในสเกลปานกลางหรือฟอร์มเล็กด้วย โดยหนังที่ประสบความสำเร็จอาทิ อย่าง A Quiet Place (2018) ,The Purge (2013) และ Ouija(2014) ซึ่งตัวไมเคิล เบย์เองก็ชอบสนับสนุนนักทำหนังเลือดใหม่อยู่เสมอ

4.แว่นขยายสองกรอบ

ว่ากันว่าภาพยนตร์นั้นบางครั้งก็มีหน้าที่ในการพาคนดูหลีกหนีออกจากโลกแห่งความเป็นจริง หรือบางครั้งมันก็ทำหน้าที่เพื่อเป็นแว่นขยายในการส่องสำรวจโลกที่เรากำลังอาศัยอยู่ และ Songbird ก็ทำหน้าที่นั้น ทั้งสองมุมมอง และในเมื่อ แก่นเรื่องของ SONGBIRD นั้นคือเรื่องรักของคนสองคนที่ต้องแยกตัวจากกันเป็นเวลานาน และมีความปรารถนาอันร้อนแรงที่จะอยู่ด้วยกันแต่ไม่สามารถสัมผัสกันได้ ท่ามกลางความโกลาหลอลหม่าน ความเศร้าโศกเสียใจ และความยากลำบากจากสถานการณ์ไวรัสแพร่ระบาดและล็อกดาวน์ก็ยังมีแสงสว่างอยู่ นั่นคือความรัก และสิ่งใดก็ตามที่คุณยินดีทำเพื่อความรักและเพื่อความหวังนั้น เรื่องราวนี้สะท้อนให้เห็นว่าโลกของเรากำลังฝ่าวิกฤติอะไรบ้างในขณะนี้ และมาในรูปแบบที่สอนใจว่าเรามีความหวังอยู่เสมอ และด้วยความรัก ไม่มีใครที่พ่ายแพ้เลย

5.ความรักที่ไม่อาจจะแตะต้องและสัมผัสตัวซึ่งกันและกัน

แม้หนัง Songbird จะพูดถึงความน่ากลัวของไวรัสกลายพันธุ์ก็ตาม แต่ท้ายที่สุดแล้วหนังเรื่องนี้พูดถึงความเอาใจใส่ เมื่อความรักของซาร่าและนิโค คือความรักที่คนสองคนรักกันแต่ไม่อาจอยู่ด้วยกัน ไม่สามารถผูกสัมพันธ์ได้ในทุกวิถีทาง การรักใครสักคนอย่างลึกซึ้งแม้จะไม่เคยได้หายใจร่วมกัน ไม่เคยสัมผัสกายและได้ยินเสียงของเขาก้องอยู่ในหู มันเหมือนกับความรักที่เป็นไปไม่ได้ การพบเจอกันระหว่างคนทั้งสองนั้นอาจจะหมายถึงความตาย แต่ถึงกระนั้น ความรักก็ยังเป็นทางรอดของพวกเขา เป็นสิ่งที่พวกเขายึดมั่นและต่อชีวิตของพวกเขา ความรักของ ซาร่าและ นิโคคือหัวใจของเรื่อง คติสอนใจที่ยิ่งใหญ่และสวยงามที่สุดนั่นคือ ความรักเป็นสิ่งเดียวที่เรามีในโลกใบนี้อย่างแท้จริง โดยเฉพาะ ณ ขณะนี้และความรักจะต่อชีวิตเรานั่นเอง